การบริหารจัดการยาที่หมดอายุหรือเสื่อมสภาพในประเทศไทย

การบริหารจัดการยาที่หมดอายุหรือเสื่อมสภาพในประเทศไทย

          ในหัวข้อหนึ่งของการประชุมกรรมการบริหารชมรมร้านขายยาแห่งประเทศไทย ณ.วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ.2551    คือ เรื่องการเปลี่ยนยาที่หมดอายุของบริษัทผู้จัดจำหน่าย ซึ่งในปัจจุบันได้มีนโยบายการเปลี่ยนยาที่หมดอายุแล้วที่เปลี่ยนไปจากเดิม   และสร้างขั้นตอนหรือกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนได้ลำบากขึ้น         ได้มีการนำข้อร้องเรียนจากสมาชิกเข้ามาพิจารณาในคณะกรรมการบริหารชมรมร้านขายยาแห่งประเทศไทย โดยในที่ประชุมมีความคิดเห็นหลากหลาย และเชื่อว่าหากมีการประชุมหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างผู้จัดจำหน่ายและตัวแทนร้านขายยา   ก็อาจจะทำให้ปัญหาถูกแก้ไขได้อย่างตรงประเด็น เพราะกฎเกณฑ์หรือระเบียบการเปลี่ยนยาที่ออกมาจากผู้จำหน่ายอย่างเดียวโดยไม่รับฟังความคิดเห็นของร้านขายยานั้นอาจจะถูกต้องตามเกณฑ์ของท่านเพียงฝ่ายเดียว    แต่อาจจะไม่ถูกใจหรือไม่ถูกต้องกับหลักการของร้านยาก็ได้  ก็จะทำให้สัมพันธภาพระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อไม่ดี   และเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งของผู้แทนยาที่จะต้องไปทำงานต่อไป และปัญหาอื่นๆที่ไม่คาดคิดก็อาจจะตามมาอีกได้ในภายหลัง

           หากเรามาวิเคราะห์หรือหาเหตุของการหมดอายุของยาอย่างแท้จริง เราก็จะหาทางป้องกันความสูญเสียนั้นได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

          ท่านเชื่อไหมครับว่า ในปี พ.ศ. 2546   กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ได้ให้ขอมูลว่า ในหนึ่งวันมีคนเสียชีวิตเพราะขาดอาหาร 24,000 คน (สองหมื่นสี่พันคนต่อวัน)   ในขณะที่ปริมาณอาหารที่ต้องถูกทิ้งไปเพราะขายไม่หมดจากซุปเปอร์มาเกตและร้านสะดวกซื้อ ในญี่ปุ่นในแต่ละปีมีปริมาณถึง 11,310,000 ตัน (สิบเอ็ดล้านสามแสนหนึ่งหมื่นตัน)    ซึ่งอาหารจำนวนที่ทิ้งไปเพราะเหลือนี้  มากกว่าปริมาณอาหารทั้งหมดที่ถูกส่งไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ทั่วโลกเสียอีก

          ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ยาที่หมดอายุ หรือเสื่อมสภาพที่ถูกทิ้งไปทั้งหมดในประเทศไทยในแต่ละปี อาจจะมากกว่ายาที่ส่งไปรักษาเด็กและผู้ป่วยที่ยากจนในทวีปอาฟริกาทั้งทวีปก็ได้(ยังไม่เคยมีใครทำสถิติว่า ในแต่ละปียาที่หมดอายุและหมดสภาพถูกทำลายทิ้งไปทั้งประเทศ มีปริมาณความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติเท่าไหร่ แต่ผมเชื่อว่าคงจะมากทีเดียว)

         สาเหตุหลักที่ทำให้ยาหมดอายุและเสื่อมสภาพในประเทศไทย

  1. อายุของยาถูกกำหนดให้สั้นลง ซึ่งสมัยก่อนยาตัวหนึ่งอาจถูกำหนดให้อายุยายาวถึง 4-5 ปี   ปัจจุบันได้ถูกกำหนดให้อายุยามีช่วงแค่ 2-3 ปี หรือน้อยกว่า เท่านั้น
  2. จำนวน Itemของยาที่ใช้รักษาโรคเดียวกัน และ Generic name เดียวกันมีจำนวนมากมาย, หลากหลายบริษัท ซึ่งเกินความจำเป็นสำหรับประเทศไทย
  3. การบริหารจัดการของร้านขายยา ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจำนวนitem ของยามีมากมาย หลากหลายบริษัท ซึ่งยากแก่การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ  หากไม่มีระบบบริหารจัดการที่ดีพอ
  4. การจัดรายการของบริษัททั้งผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย เพื่อเป็นการเพิ่มยอดขายในแต่ละปี  เพื่อให้มีการสั่งซื้อมากๆ
  5. การโยกย้ายหรืออัดสต็อกสิ้นปี เพื่อให้ได้ตัวเลขตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละปีโดยไม่ได้สมดุลย์   กับยอดขายของร้านขายยาแต่ประการใด
  6. การตั้งราคาซึ่งมีหลายขั้น หลาย step เช่น 10+1, 20+3 และ 100+20 เป็นต้น หรือจัดรายการ มีแถมพิเศษทุกๆ 3เดือน  ซึ่งถือว่าเป็นการอัดหรือย้ายสต็อกมากกว่าที่จะเรียกว่าการส่งเสริมการขาย   
  7. การที่ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายไม่เห็นความสำคัญของการทำแถบสี หรือ สติ๊กเกอร์สี  ที่ระบุปีพ.ศ. ที่หมดอายุของยา   ซึ่งได้มีการเรียกร้องให้จัดทำมานานแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับความใส่ใจในเรื่องนี้แต่ประการใด
  8. การขาดความรับผิดชอบของร้านขายยา เพราะในอดีตที่ผ่านมา ยาทุกตัวสามารถเปลี่ยนได้หมด ไม่ว่าจะหมดอายุไปนานเท่าใดแล้ว ก็เลยถือเป็นการทำธุรกิจที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อยาที่หมดอายุ  
  9. ความใจดี มีเมตตา ของเจ้าของร้านขายยา   เมื่อผู้แทนยาขอให้ช่วยซื้อ   ก็สั่งซื้อโดยอาศัยความรักความเสน่หา โดยไม่คำนึงถึงสต็อกว่ามีจำนวนมากแล้ว ปัญหายาหมดอายุก็จะตามมา
  10. การขาดความรู้ หรือความละเลยในการเก็บรักษายาให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเสื่อมของยา ทั้งๆที่ยายังไม่หมดอายุ เช่น ยาที่ต้องเก็บให้พ้นแสง, ยาที่ต้องเก็บในตู้เย็น อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม เช่น Vaccine, Insulin, หรือยาหยอดตาบางประเภท เป็นต้น

          เมื่อรู้เหตุของการเกิดปัญหาแล้ว ก็จะรู้ว่าวิธีการแก้ปัญหา ควรทำอย่างไร? แต่การแก้ปัญหา จะทำได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นจริง ต้องเกิดจากการร่วมกันแก้ปัญหานี้   เพื่อเกิดความสำนึกร่วมกันในการพิทักษ์ทรัพยากรของธรรมชาติและนำทรัพยากรของธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

                ส่วนของบริษัทผู้ผลิตและผู้จำหน่าย

ต้องมองปัญหานี้ จากภายในเสียก่อน     เพราะหากมองปัญหาออกนอกตัวก็จะบอกว่า ผู้ซื้อเป็นคนสั่งซื้อเอง ก็จะต้องรับผิดชอบต่อยาหมดอายุเอง แต่หากมองจากภายในตัว   ก็อาจจะเห็นว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาเช่นกัน   เช่น

  1. เราอัดสต็อกให้กับร้านค้าหรือเปล่า โดยเฉพาะตอนใกล้สิ้นปี
  2. เราตั้ง Deal การซื้อเป็น Reasonable Deal หรือเปล่า หรือเป็น Over Load Deal  หรือ Impossible Deal  สินค้าหรือยาหรือนมที่อายุสั้นหรือขายได้น้อย  เราตั้งเป็น Flat  Price หรือ One Price  จะดีกว่าไหม??
  3. การตั้งตัวเลขยอดขายแต่ละปี อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงหรือเปล่า หรือเป็นตัวเลขเพื่อหลอกกันไปแต่ละปี แล้วก็แก้ปัญหาโดยการย้ายสต็อกไปยังลูกค้า  ปัญหายาหมดอายุก็ตามมา
  4. ได้มีการจัดทำแถบสี ตามข้อเรียกร้องขององค์กรร้านยาต่างๆเพื่อง่ายต่อการตรวจสอบปีหมดอายุหรือยัง ซึ่งมีหลักสากล ดังนี้

        แถบสีฟ้า               หมดอายุปี          ค.ศ. 2008

        แถบสีส้ม               หมดอายุปี          ค.ศ. 2009

        แถบสีน้ำเงิน           หมดอายุปี           ค.ศ. 2010

        แถบสีเทา              หมดอายุปี           ค.ศ. 2011

        แถบสีม่วง              หมดอายุปี           ค.ศ. 2012               

       และอื่นๆ

ส่วนของร้านขายยา   

หากมองปัญหาออกไปนอกตัว ก็จะบอกว่า “ผู้ผลิตผู้จำหน่ายกำไรตั้งมากมาย ยาแต่ละขวดแต่ละกล่องต้นทุนไม่เท่าไร ขายได้กำไรเยอะแยะ เปลี่ยนแค่นี้ มันไม่เจ๊งหรอก”

 แต่หากการแก้ปัญหา มามองภายในตัวเราเองก็จะแก้ง่ายกว่า

เราคงจะไม่มีความสุข หรือความสบายใจมากนักหรอก หากพนักงานในร้าน หรือลูก หรือหลานของเรา กินข้าวครึ่งจานแล้วเททิ้งครึ่งจาน ฉันใดก็ฉันนั้น หากเราสั่งยาเข้ามาแล้ว ขายได้ครึ่งเดียว และหมดอายุครึ่งหนึ่ง แล้วคืนไปเพื่อเปลี่ยนของใหม่มา แล้วก็คิดว่าเป็นเรื่องของเขา เราก็จะต้องรู้สึกว่าไม่มีความสุขเช่นกัน        ความรับผิดชอบในฐานะเจ้าของกิจการ ในฐานะผู้สั่งซื้อ จะต้องเปี่ยมด้วยเหตุผล และความคิดที่เป็นบวก เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้มาสืบทอดกิจการต่อไป

 เมื่อปัญหานี้ยังมิได้ประชุม หรือแก้ปัญหากันอย่างจริงจัง ของทุกฝ่ายตั้งแต่ ผู้ผลิต, ผู้จัดจำหน่าย และตัวแทนองค์กรของร้านขายยา แต่เมื่อได้มีการออกกฎเกณฑ์และนำมาใช้แล้วของผู้จัดจำหน่ายบางราย  เช่น นมหรืออาหารทางการแพทย์ต้องคืนก่อนหมดอายุ 6 เดือน, ยาต้องคืนก่อนหมดอายุ 3 เดือน, ยาที่หมดอายุเกิน 1 ปีไม่รับเปลี่ยน  หรือรับเปลี่ยนเฉพาะ Lot.ที่ซื้อจากบริษัทเท่านั้น   ( ทั้งๆที่เป็นของบริษัท ซึ่งไม่ว่าจะซื้อที่ไหนก็เป็นของบริษัทอยู่ดี  และยิ่งการที่บริษัทเสนอขายราคาหลายStep   แน่นอนที่สุด ร้านย่อยก็ต้องไปซื้อจากยี่ปั๊วที่ถูกกว่าที่ซื้อจากบริษัท เพราะบริษัทตั้งราคาขายที่แตกต่างกันมากนั่นเอง )

    เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหารจัดการอย่างจริงจัง  เพราะปัญหาการเปลี่ยนยาที่เริ่มทำให้ลำบากขึ้นหรือสร้างเงื่อนไขขั้นตอนที่ยุ่งยากมากขึ้นและไม่เป็นการอำนวยความสะดวกต่อร้านยามากขึ้น (เช่นเปลี่ยนสินค้าไปนานแล้ว  3-6เดือนก็ยังไม่ได้รับของเปลี่ยนหรือใบทำ C/N)

ดังนั้นข้อเสนอแนะต่อสมาชิก และเจ้าของร้านยามีดังนี้

  1.  ให้ตรวจสอบตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปว่า ในร้านมีสินค้าหรือยาที่หมดอายุอีก 6-9 เดือน  ข้างหน้าหรือไม่?   และให้ติดแถบสีหรือกระดาษสีตามปีที่จะหมดอายุสำหรับยาที่มีการตรวจสอบแล้ว

ถ้ามีที่จะหมดอายุในอีก 1ปีข้างหน้า  ให้คัดแยกออกมา และนำมาขายก่อนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ 

                หากมั่นใจว่าที่เหลือจะขายไม่ทัน   ให้คืนก่อนหมดอายุ  6-9  เดือนเลย เพราะหากปล่อยเวลาผ่านไปแต่ละ

            วันๆ ก็จะตรวจสอบลำบากมากขึ้น

                ซึ่งการคืนก่อน 6-9 เดือนนี้ ผู้แทนจะบอกว่ารับไปเปลี่ยนไม่ได้ เพราะยังไม่หมดอายุ ขอให้ยืนยันให้รับกลับไป เพราะ

                ถึงวันนั้นจริงๆที่หมดอายุ เราจะเสียหายทางธุรกิจ และบริษัทจะมีข้ออ้างไม่เปลี่ยนให้

  1. งดการสั่งสินค้าจากบริษัทชั่วคราว 3-6 เดือน   เพื่อสำรวจสต็อก หรือสั่งเท่าที่จำเป็นเท่านั้น   เพื่อจัดการสต็อกเก่าให้เรียบร้อยก่อนและอย่าลืมติดแถบสีหรือกระดาษสีตามปีที่จะหมดอายุสำหรับยาที่มีการตรวจสอบแล้วทุกครั้ง
  2. อย่าใจดีเหมือนเก่า เพราะนโยบายหลายบริษัทเรื่องยาเปลี่ยนไม่เหมือนก่อน  และไม่อำนวยความสะดวกให้เหมือนเดิมหากเราใจดีช่วยสั่งซื้อมามากๆ Over Stock   เมื่อเวลายาหมดอายุ เราจะเสียหายทางธุรกิจของเราเอง

     *****   อย่างไรก็ดี หากเราทุกคนและทุกฝ่ายได้ร่วมมือร่วมใจกันในการแก้ปัญหายาหมดอายุหรือเสื่อมสภาพอย่างจริงจังและจริงใจแล้ว ก็จะเป็นการพิทักษ์ทรัพยากรของโลกและนำทรัพยากรของโลกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด เป็นการสร้างความดีและแบบอย่างที่ดีต่อรุ่นลูกรุ่นหลานที่จะรับมรดกร้านยาของเราต่อไป